บทความ

เส้นทางทรหด ชีวิตนักเรียน "เตรียมทหาร"


 

เส้นทางทรหด ชีวิตนักเรียน "เตรียมทหาร"

                ปัจจุบันหนึ่งในโรงเรียนที่นักเรียนชายจำนวนไม่น้อยเมื่อจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ใฝ่ฝันอยากเข้ากันมากที่สุด ได้แก่ โรงเรียนเตรียมทหาร

                สิ่งหนึ่งที่พอพิสูจน์ได้คือ เกือบทุกปีจะมีนักเรียนชายจากทั่วประเทศ มาสมัครสอบในเหล่าตำรวจ ทหารบก ทหารเรือ และทหารอากาศ ถึงเหล่าละประมาณ สองหมื่นกว่าคน ขณะที่จำนวนรับทั้ง 4 เหล่า รวมแล้วประมาณแค่ 500 คนเท่านั้น

                สอบเข้าว่ายากแล้ว เพราะไหนจะต้องแข่งขันกับนักเรียนด้วยกันเรือนหมื่น ไหนจะต้องฝ่าด่านการสอบวิชาการ ที่เมื่อใครผ่านด่านนี้ ก็ต้องเจอการสอบพลศึกษา สอบสัมภาษณ์ และตรวจร่างกาย

                แต่กว่าจะเรียนจบได้ ยิ่งยากหนักเข้าไปอีกหลายเท่า เพราะบรรดานักเรียนเตรียมทหารทั้งหลาย ต้องผ่านการเคี่ยวกรำอย่างเข้มข้น ทั้งเรื่องเรียน ระเบียบวินัย อุปนิสัย ฯลฯ เพื่อให้จบไปเป็นข้าราชการคุณภาพของประเทศ

                เมื่อโรงเรียนเตรียมทหาร และสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนเตรียมทหาร ร่วมกันจัดโครงการ "เตรียมความพร้อมและสัมผัสชีวิตนักเรียนเตรียมทหาร" จึงสบโอกาสไปพูดคุยถึงเรื่องราวชีวิตของนักเรียนวัยรุ่นหลังรั้วโรงเรียน เตรียมทหาร ว่าจะเป็นอย่างไร สุข ทุกข์ ลำบากลำบนแค่ไหน

                นักเรียนเตรียมทหารทั้งหลาย จะมาเล่าประสบการณ์มันมันให้ฟัง...

                "ตั้งแต่เด็กก็เห็นพี่ชายเป็นทหาร และเห็นว่าเป็นอาชีพที่มั่นคง เลยอยากเป็นทหาร พอจบ ม.3 จากโรงเรียนพยัคฆภูมิวิทยาคาร ที่มหาสารคามก็มาสมัครที่นี่ กว่าจะเข้าได้ก็เหนื่อย แข่งขันสูงมาก" เป็นเสียงบอกเล่าของ สามารถ แก้วสีไว หัวหน้านักเรียนเตรียมทหาร ปี 3

                ส่วน นิยม กาเซ็ง ชาวสงขลา นักเรียนเตรียมทหารปี 3 อีกคน บอกถึงความมุ่งมั่น ที่ทำให้มาเรียนที่โรงเรียนเตรียมทหารว่า เป็นเพราะต้องการแก้ไขปัญหาภาคใต้ อยากเห็นบ้านเมืองสงบสุข ไม่อยากปล่อยให้เหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นนาน จึงเลือกเข้าที่นี่

                แต่ช่วงที่มาสมัครแรกๆ หลายคนยังสับสนอยู่ อย่างที่สามารถเล่าอย่างติดตลกว่า หลายคนคิดว่า โรงเรียนเตรียมทหาร คือโรงเรียนนายร้อย มารู้ก็ตอนสอบเข้าว่าเป็นโรงเรียนที่ให้ทั้ง 4 เหล่ามาเรียนด้วยกันก่อน จุดประสงค์ก็เพื่อให้ทั้งหมดสามัคคี ทำงานด้วยกันราบรื่น

                เมื่อเข้ามาเรียนได้สำเร็จ ทุกคนต้องเรียนในสายวิทย์-คณิต เพราะโรงเรียนนี้มีสายการเรียนเพียงสายเดียว ซึ่งการเรียนในส่วนนี้จะเหมือนโรงเรียนทั่วไป จะพิเศษกว่าก็ตรงที่ต้องเรียนวิชาทหารด้วย อย่างวิชายุทธวิธี ฝึกทหาร ฯลฯ นอกจากนี้นักเรียนยังได้รับเงินเดือนปีแรกรับ 2,070 บาท ปี2 รับ 2,13 บาท และปี3 รับ 2,170บาท

                ด้านการใช้ชีวิตทุกคนต้องนอนที่โรงเรียน กลับบ้านได้เฉพาะเสาร์-อาทิตย์ เว้นนักเรียนปี 1 ที่เดือนแรกต้องอยู่ในโรงเรียนตลอดไม่ได้กลับบ้าน เพื่อปรับสภาพนักเรียนจากพลเรือน จากความสบายที่ส่วนใหญ่เจอจากโลกภายนอก เข้าสู่โลกของระเบียบวินัยแบบทหาร และเพื่อปรับสภาพจิตใจให้เข้มแข็ง

                ระเบียบปฏิบัติประจำวันของที่นี่นั้น สามารถแจงให้ฟังว่า เริ่มตั้งแต่ตื่นเวลา 0515  ทำการสำรวจยอดนักเรียนตอนเช้า ถ้าไม่ครบต้องหาสาเหตุว่าหายไปไหน มีแถวกล่าวปฏิญาณ ออกกำลังกายถึงเวลา 0600  ก็แยกย้ายไปทำภารกิจส่วนตัวที่กองพัน และทำความสะอาดตึกนอน พอเสร็จเวลา 0700 ไปรับประทานอาหารที่โรงอาหารพร้อมกันทั้ง 3 ชั้นปี

               เวลา 0800 เดินแถวไปเคารพธงชาติ แล้วเข้าเรียนที่ส่วนการศึกษา เวลา 1200 พักกลางวัน 1300-1500คือเวลาเรียนตอนบ่าย เลิกแล้วก็เป็นเวลาของกิจกรรมต่างๆ หรือเป็นเวลาฝึกทหาร เวลา 1800 เคารพธงชาติ จากนั้นเป็นเวลาอาหารค่ำ  เวลา 1900  ทำภารกิจส่วนตัว อ่านหนังสือ ฯลฯ เวลา 2200 สวดมนต์  เวลา 2215 ได้เวลานอน ก่อนจะเจอระเบียบปฏิบัติแบบเดียวกันนี้ในวันรุ่งขึ้นต่อไป

                ลำพังระเบียบปฏิบัติประจำวันคงยังไม่ทำให้นักเรียน โดยเฉพาะปี 1 ท้อง่ายๆ แต่เมื่อรวมเข้ากับการถูกกดดันโดยรุ่นพี่ อย่างการว้าก รุ่นพี่สั่งอะไร รุ่นน้องต้องทำได้ ไม่ต้องมีการชี้แจงหรืออธิบายใดๆ รุ่นพี่อาจสั่งลงโทษเช่น วิดพื้น หรือวิ่ง ที่บางครั้งต้องสะพายเป้ที่ข้างในใส่พลั่ว หมวกเหล็กไว้ด้วย สิ่งเหล่านี้ทำรุ่นน้องเครียด ร้องไห้ มาหลายรายแล้ว

                "โห...เหนื่อยมาก กดดัน โดยเฉพาะเดือนแรก ไม่คุ้นเลยกับชีวิตที่มีแต่ระเบียบวินัย แรกเข้ามาบางคนก็ร้องไห้ แต่จะแอบๆ ไม่ค่อยให้ใครเห็น อาย...ร้องเพราะคิดถึงบ้าน มาที่นี่พ่อแม่เหมือนพ่อพระ แม่พระ พอผ่านเดือนแรกแล้วได้เจอหน้าพ่อแม่ ผมกราบก่อนเลย เหมือนเห็นสวรรค์ ผมเคยจูบเท้าแม่ด้วยนะ" นิยมย้อนเรื่องสมัยอยู่ปี 1 ให้ฟังด้วยสีหน้ายิ้มๆ

                ส่วน ปรัชญา กัมลาศพิทักษ์นักเรียนเตรียมทหาร ปี 3 บอกว่า เข้ามาใหม่ๆ ก็อึดอัด เพราะมีคำสั่งห้าม คือห้ามชี้แจง สั่งอะไรมาก็ต้องทำ บางครั้งก็อัดอั้น เพราะรู้ว่าตัวเองไม่ผิด แต่ต้องเฉยๆ ไว้ ทำตามคำสั่งไป ซึ่งถ้ามองในแง่ดีคือฝึกให้มีความอดทนอดกลั้น

                "เรื่องการเรียนไม่กดดัน ระเบียบปฏิบัติประจำวันก็พอไหว แต่จะกดดันที่ช่วงแรกรุ่นพี่จะว้าก เข้าใจว่าต้องการให้นักเรียนปี 1 ปรับสภาพให้ได้ ทดสอบความเข้มแข็ง และพยายามไม่ให้เด็กปี 1  มีเวลาว่าง ไม่อย่างนั้นจะเอาเวลามานั่งคิดมากว่าทำไมต้องฝึกหนักขนาดนี้ บางครั้งก็ได้รับบาดเจ็บบ้าง แบบถลอกปอกเปิกนิดหน่อย ไม่มีฝึกแบบมือถึง เท้าถึง เพราะที่นี่ห้ามเด็ดขาด แต่ตอนนั้นยังไม่ชิน ก็เลยเครียด มีอยู่คนหนึ่งทนไม่ไหวก็ปีนเขาหนีออกไปเลย"

                "รุ่นหนึ่งจะมีลาออกกันเกือบ 10 คน ถือเป็นส่วนน้อย เพราะส่วนใหญ่ที่เข้ามาก็ตั้งใจจะเป็นทหาร ตำรวจกันทั้งนั้น ยกเว้นบางคนที่เข้ามาเรียนเพราะถูกพ่อแม่บังคับ เจอฝึกหนัก ยิ่งใจไม่ชอบด้วยแล้วยิ่งไปกันใหญ่ อยู่ไม่ไหว ท้ายสุดก็ต้องออก" มานิตย์ กัลยาศรี นักเรียนเตรียมทหาร ปี 3 อีกคนหนึ่งเล่าเสริม

                เดือนแรกถือได้ว่าเป็นเวลาทดสอบความอดทนของนักเรียนปี 1 อย่างแท้จริง ใครจะอยู่หรือไป ส่วนใหญ่จะรู้ก็ช่วงนี้ ซึ่งใครลาออกภายใน 1 เดือนแรกจะไม่เสียค่าปรับ พ้นจากเดือนแรกไป นักเรียนปี 1 เกิดอยากลาออก ก็ต้องจ่ายค่าปรับ 70,000 บาท ปี 2 จ่าย 80,000 บาท ปี 3 จ่าย 90,000 บาท และหากจบปี 3 แล้วแต่ไม่ขึ้นเหล่า ก็ต้องจ่าย 100,000 บาท

                ถึงจะฝึกหนัก กดดันในช่วงเดือนแรกแค่ไหน แต่สิ่งที่ได้ก็คุ้ม เพราะทำให้เพื่อนๆ ในรุ่นสามัคคีและรักกันมากขึ้น เนื่องจากต้องร่วมทุกข์ ร่วมสุขกันแทบจะ 24 ชั่วโมง

                "แรกๆ ที่เจอพี่ว้ากก็จะโกรธ จะถามหาเหตุผลที่เราถูกลงโทษ พอมาเป็นพี่ว้ากเอง ก็เข้าใจทั้งความรู้สึกของน้องที่ถูกว้าก และความรู้สึกของพี่ว้าก" สามารถบอก

                ใช่จะมีแต่ฝึกหนัก ช่วงเวลาผ่อนคลายของบรรดานักเรียนเตรียมทหารก็มีด้วยเช่นกัน อย่างที่ปรัชญาบอกว่า แม้คนภายนอกจะมองว่านักเรียนเตรียมทหารดูเคร่งขรึม แต่เอาเข้าจริงก็ต้องมีเฮฮากันบ้าง เพราะถ้าให้อยู่ในระเบียบวินัยตลอดเวลาก็คงไม่ไหว

                ช่วงเวลาผ่อนคลาย ก็มีการเข้าชมรมที่มีให้เลือกไม่น้อย อย่างรักบี้ ยูโด เครื่องบินเล็ก ดนตรีไทย ดุริยางค์ พัฒนาสังคม ฯลฯ หรือจะเป็นชมรมภาษา อย่างเยอรมัน ฝรั่งเศส สเปน ฯลฯ ก็มีให้เลือกสังกัด

                ใครอยากเล่นกีฬายามว่าง ทางโรงเรียนก็มีสนามทั้งฟุตบอล บาสเกตบอล แบดมินตัน เทนนิส สควอช สระว่ายน้ำ ฯลฯ ให้ใช้ นอกเหนือจากเวลาเรียนด้วย เป็นการผ่อนคลายไปในตัว ขณะเดียวกันก็ช่วยในเรื่องของสุขภาพร่างกาย

                รวมไปถึงยังมีการให้รุ่นพี่-รุ่นน้องได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความ คิดเห็น หรือรุ่นน้องจะมาปรึกษาปัญหาอะไรกับรุ่นพี่ก็ได้ ไม่ว่ากัน

                "น้องๆ จะมาปรึกษาเรื่องเรียนบ้าง แล้วก็เรื่องวัยรุ่นทั่วไป อย่างเรื่องความรัก ปัญหาหัวใจ บางคนไม่มีแฟนก็มานั่งระบายให้ฟังว่าไม่รู้จะไปหาที่ไหน ตัวดำ ตากแดดอยู่อย่างนี้ คงหาแฟนได้ยาก บางคนก็ไม่มีเวลาไปหาแฟน จนแฟนทิ้ง เศร้าไปเลยก็มี"

                "อีกเรื่องก็การดูแลความหล่อ นักเรียนปี 1 เข้ามาก็มีที่กลัวโดนแดด เดี๋ยวไม่หล่อ ก็ถามว่าจะทำยังไงดี เลยบอกไปว่างั้นทาโลชั่นกันแดดแล้วกัน แต่คงต้องทาเยอะหน่อย" หัวหน้านักเรียนปี 3 อย่างสามารถเล่าปนเสียงหัวเราะ

                ส่วนที่ว่าจะมีปัญหาเรื่องเกย์หรือกะเทยหรือไม่ ทั้งสามารถ นิยม ปรัชญา และมานิตย์ ยืนยันว่าไม่มีแน่นอน เพราะแรกเข้าจะมีการพิจารณาก่อน หรือถ้าหากมีจริงๆ ก็จะถูกแบนไปโดยอัตโนมัติจากเพื่อนๆ

                ด้านค่าใช้จ่าย ถ้านอกเหนือไปจากค่าเทอมที่แรกเข้าต้องจ่ายราว 20,000 บาท และค่าเทอมต่อไป เทอมละประมาณ 3,000 บาทแล้ว

                อยู่ในโรงเรียน นักเรียนต้องมีค่าใช้จ่ายด้วยเช่นกัน โดยโรงเรียนอนุญาตให้นักเรียนนำเงินเข้ามาอาทิตย์ละไม่เกิน 500 บาท เอามาใช้จ่ายในเรื่องวัสดุ อุปกรณ์การเรียนทั้งหลาย หรือซื้อของใช้ในร้านพีเอ็กซ์ในโรงเรียน รวมไปถึงเป็นค่ารถเดินทางกลับบ้าน

                เรียน เล่น และทำกิจกรรมจนใกล้จะแยกย้ายขึ้นเหล่าในเดือนมีนาคมนี้ มานิตย์รับหน้าที่บอกเล่าความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นว่า ชีวิตในนี้ทำให้มีระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบ พูดจามีเหตุผลมากขึ้น

                "พวกเราเปลี่ยนไปในทางที่ดี พ่อแม่ก็ดีใจ การเรียนที่นี่เทียบระดับได้เท่ากับมัธยมปลาย แต่หน้านักเรียนบางคนไประดับมหาวิทยาลัยแล้ว ดอกเตอร์ด้วยซ้ำ" มานิตย์พูดกลั้วหัวเราะ ก่อนทิ้งท้ายแทนเพื่อนๆ ว่า

                ถึงตอนแรกจะลำบากยังไงก็ตาม แต่พอผ่านจุดนั้นแล้วเราก็ภาคภูมิใจ อย่างน้อยก็เป็นการเดินทางตามหาความฝันของเรา

                พ.อ.(พิเศษ)หญิง ทัศนศรี ไตรยคุณ รองผู้อำนวยการส่วนการศึกษา โรงเรียนเตรียมทหาร บอกถึงขั้นตอนการเข้าเรียนของที่นี่ว่า

                แต่ละเหล่าทัพจะออกข้อสอบเอง เพื่อคัดเลือกบุคคล เข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหาร เมื่อผ่านการสอบคัดเลือก นักเรียนก็ต้องมาเรียนที่ โรงเรียนเตรียมทหาร จนจบหลักสูตร จากนั้นจึงแยกย้ายกัน ขึ้นเหล่าทัพที่เลือกไว้ตั้งแต่ต้น

                ถ้าเลือกเหล่าตำรวจ ก็ต่อที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ เหล่าทหารบก ก็เข้าโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เหล่าทหารเรือ เรียนโรงเรียนนายเรือ และเหล่าทหารอากาศ ก็ไปโรงเรียนนายเรืออากาศ

                หลักสูตรของโรงเรียนเตรียมทหาร จะเป็นหลักสูตรเดียวกับของ กระทรวงศึกษาธิการ ที่สอนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย(ม.4-6) แต่ที่นี่จะมีเพียงสายวิทย์-คณิต จบจากโรงเรียนไปแล้ว ถ้าไม่ขึ้นเหล่าทัพที่เลือกตั้งแต่ต้น ก็สามารถไปสอบเอ็นทรานซ์ หรือไปเรียนต่อต่างประเทศได้ แต่มีเงื่อนไขอยู่นิดว่า ถ้าลาออก หรือไม่ขึ้นเหล่า ก็ต้องจ่ายค่าปรับ

                นอกจากจะสอนหลักสูตร ตามกระทรวงศึกษาธิการแล้ว ทางโรงเรียนยังต้องสอนนักเรียน ตามที่แต่ละเหล่าทัพเน้นมาเป็นพิเศษด้วย ว่าต้องการให้นักเรียนที่จะขึ้นเหล่านั้นๆ เสริมความรู้วิชาไหนบ้าง อย่างเหล่าทัพอากาศ อาจเน้นวิชาฟิสิกส์ คอมพิวเตอร์ หรือคำนวณ ขณะที่เหล่าอื่นอาจเน้นต่างกันไป โรงเรียนก็ต้องสอนเพิ่มเติม ส่วนโรงเรียนเตรียมทหารเองจะเน้นเรื่อง ไอที และภาษาอังกฤษ ซึ่งจะเน้นศัพท์เกี่ยวกับตำรวจ ทหาร ทั้งยังเน้นการเรียนภาคปฏบัติ เรื่องระเบียบวินัยและความประพฤติด้วย